|
| ประวัติความเป็นมา |
| คณะกรรมการ, ผู้บริหาร |
| สารจากประธานกรรมการ |
| โครงสร้างองค์กร |
| การกำกับดูแลกิจการ |
| ข้อได้เปรียบและกลยุทธ์การแข่งขัน |
| ภาวะอุตสาหกรรม |
|
 |
ความเป็นมาและพัฒนาการที่สำคัญ |
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2545
โดยเปลี่ยนชื่อจาก บริษัทหลักทรัพย์ ไซรัส จำกัด (มหาชน) เป็น บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2552 และเปลี่ยนแปลงชื่อย่อหลักทรัพย์จากเดิม SYRUS เป็น FSS โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2552 ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงชื่อเป็น บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท หลักทรัพย์ ไซรัส จำกัด (มหาชน) กับ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2552 และบริษัทฯ ได้ไปลงทุนในบริษัทย่อยคือ บริษัทหลักทรัพย์ สินเอเซีย จำกัด เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2552
บริษัทฯ เป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมายเลข 24 โดยได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ 4 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ การค้าหลักทรัพย์ การเป็นที่ปรึกษาการลงทุน และการจัดจำหน่าย หลักทรัพย์
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. ในการให้บริการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ตัวแทนซื้อ/ขาย คืนหน่วยลงทุน (Selling Agent) และประกอบธุรกิจซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า รวมทั้งยังเป็นสมาชิกของศูนย์ซื้อขาย ตราสารหนี้ไทย ในการเป็นตัวแทนซื้อขายตราสารหนี้ของศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทยอีกด้วย
พัฒนาการที่สำคัญของบริษัทฯ มีดังต่อไปนี้
พ.ศ. 2545 |
|
23 กรกฎาคม 2545 |
จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก บริษัทหลักทรัพย์ วชิระซีเคียวริตีส์ จำกัด เป็น
บริษัทหลักทรัพย์ ไซรัส จำกัด |
9 สิงหาคม 2545 |
ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ โดยเป็นสมาชิก
ตลาดหลักทรัพย์หมายเลข 24 และเริ่มเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ |
พ.ศ. 2546 |
|
29 กรกฎาคม 2546 |
ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นได้มีมติลดทุนจดทะเบียนจาก 500.00 ล้านบาท เหลือ
200.00 ล้านบาท โดยการลดหุ้นสามัญจากเดิมจำนวน 5.0 ล้านหุ้นลงเหลือ 2.0
ล้านหุ้น เพื่อชดเชยขาดทุนสะสมของบริษัทฯ และได้จดทะเบียนลดทุนดังกล่าวใน
วันที่ 11 ธันวาคม 2546 |
พ.ศ. 2547 |
|
11 กุมภาพันธ์ 2547 |
บริษัทฯ ได้จดทะเบียนแปรสภาพจากบริษัทจำกัดเป็นบริษัทมหาชน |
2 เมษายน 2547 |
ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติการเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้นของบริษัทฯ จากมูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นมูลค่าหุ้นละ 2 บาท ซึ่งมีผลทำให้บริษัทฯ มีหุ้นสามัญเป็น จำนวนรวมกันทั้งสิ้น 100.0 ล้านหุ้น รวมทั้งได้มีมติจ่ายเงินปันผลจำนวน 180.00 ล้านบาท และมีการอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ อีกจำนวน 270.00 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียน 470.00 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 135.0 ล้านหุ้น เสนอขายแก่ (1) ผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 75.0 ล้านหุ้น โดยได้จดทะเบียน เพิ่มทุนแล้วในเดือนเมษายน 2547 (2) กรรมการและพนักงานของบริษัทฯ จำนวน 6.0 ล้านหุ้น (3) ประชาชนทั่วไปจำนวน 54.0 ล้านหุ้น |
23 มิถุนายน 2547 |
บริษัทฯ ได้เปิดสำนักงานสาขาที่ จ. ภูเก็ต |
9 กรกฎาคม 2547 |
บริษัทฯ ได้เปิดสำนักงานสาขาที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า |
13-15 ตุลาคม 2547 |
บริษัทฯ เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไป จำนวน 54.0 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 11 บาท และเสนอขายต่อกรรมการและพนักงานจำนวน 6.0 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 11 บาท |
20 ตุลาคม 2547 |
บริษัทฯ ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนที่ชำระแล้วเป็นจำนวน 470.00 ล้านบาท |
27 ตุลาคม 2547 |
บริษัทฯ ได้เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและ สามัญของบริษัทฯ ได้เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็น วันแรก |
18 พฤศจิกายน 2547 |
ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลใน อัตราหุ้นละ 0.30 บาท เป็นเงินจำนวน 70.50 ล้านบาท กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 17 ธันวาคม 2547 |
พ.ศ. 2548 |
|
1 เมษายน 2548 |
บริษัทฯ ได้เปิดสำนักงานสาขาที่จังหวัดขอนแก่น |
27 เมษายน 2548 |
ที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี 2548 ได้มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการ ดำเนินงานงวด 6 เดือนหลังของปี 2547 อัตราหุ้นละ 0.30 บาท เป็นจำนวนเงิน 70.50 ล้านบาท กำหนดจ่ายเงินปันผล ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2548 อนุมัติให้ออกและเสนอ ขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ แก่กรรมการและพนักงานของ บริษัทฯ จำนวน 11.0 ล้านหน่วย และอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนอีกจำนวน 22.00 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 470.00 ล้านบาท เป็นจำนวน 492.00 ล้านบาท โดย การออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 11.0 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 2 บาท และได้จด ทะเบียนเพิ่มทุนเป็น 492.00 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2548 |
14 ตุลาคม 2548 |
บริษัทฯ ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า จากคณะกรรมการ กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ |
พ.ศ. 2549 |
|
มิถุนายน-ธันวาคม 2549 |
บริษัทฯมีการเพิ่มทุนจากการใช้ใบสำคัญแสดงสิทธิที่เสนอขายแก่กรรมการ และ พนักงานที่นำมาแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,004,900 หน่วย เป็นเงินจำนวน 2,009,800 บาท ทำให้ ณ 31 ธันวาคม 2549 บริษัทฯ มีทุนจดทะเบียน 492,000,000 บาท มีทุนที่ออกและชำระแล้ว 472,009,800 บาท |
พ.ศ. 2550 |
|
มกราคม-ธันวาคม 2550 |
บริษัทฯมีการเพิ่มทุนจากการใช้ใบสำคัญแสดงสิทธิที่เสนอขายแก่กรรมการ และพนักงานที่นำมาแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,609,100 หน่วย เป็นเงินจำนวน 3,218,200 บาท ทำให้ ณ 31 ธันวาคม 2550 บริษัทฯ มีทุนจดทะเบียน 492,000,000 บาท มีทุนที่ออกและชำระแล้ว 475,144,000 บาท |
พ.ศ. 2551 |
|
17 มีนาคม 2551 |
บริษัทฯ ได้เริ่มให้บริการธุรกิจซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าผ่านตลาดอนุพันธ์ |
20 สิงหาคม 2551 |
บริษัทฯ ได้บรรลุข้อตกลงในการทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินกับบริษัทหลักทรัพย์
ทีเอ็มบี แมคควอรี (ประเทศไทย) จำกัด ในการเข้าซื้อทรัพย์สินสำหรับการประกอบ ธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ให้กับลูกค้ารายย่อยจาก บริษัทหลักทรัพย์
ทีเอ็มบี แมคควอรี (ประเทศไทย) จำกัด และรับโอนผู้บริหาร เจ้าหน้าที่การตลาด
และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ซึ่งได้ดำเนินการโอนย้าย เป็นจำนวน 37 คน ณ
30 กันยายน 2551 และ 13 คน ณ 31 ตุลาคม 2551 รวมทั้งสิ้น 50 คนเข้าทำงาน
จากการเข้าซื้อทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้น บริษัทฯ ได้รับโอนลูกค้ารายย่อยจำนวนทั้งสิ้น 1,182 ราย ณ 31 ธันวาคม 2551 ซึ่งสร้างมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ จำนวน 6,863 ล้านบาท ในระหว่างเดือน กันยายน - ธันวาคม 2551 ทำให้บริษัทฯ มีรายได้จาก ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์รวมทั้งสิ้น 16.68 ล้านบาท |
พ.ศ. 2552 |
|
24 มีนาคม 2552 |
ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2552 มีมติอนุมัติให้ลดทุนจดทะเบียน 98,400,000 บาท จากทุนจดทะเบียนจำนวน 492,000,000 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียนจำนวน 393,600,000 ล้านบาท และลดทุนชำระแล้วจำนวน 95,570,560 บาท จากทุนชำระแล้วจำนวน 477,852,800 บาท เป็นทุนชำระแล้ว 382,282,240 บาท โดยวิธีการลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (Par Value) จากเดิมหุ้นลด 2 บาท เป็นหุ้นลด 1.60 บาท เพื่อนำเงินมาชำระคืนเงินทุนบางส่วนให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ซึ่งบริษัทฯ ได้ดำเนินการจดทะเบียนลดทุนดังกล่าวกับนายทะเบียนบริษัทมหาชน การพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2552 |
12 มิถุนายน 2552 |
ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2552 มีมติอนุมัติให้บริษัทเข้าซื้อสินทรัพย์ที่เกี่ยวกับ
การดำเนินธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และธุรกิจการเป็นตัวแทนซื้อขายสัญญา
ซื้อขายล่วงหน้าจากบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด (บล. ฟินันซ่า) รวมทั้งรับโอน
พนักงานของ บล. ฟินันซ่าที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ และธุรกิจการเป็นตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและบัญชีลูกค้าที่เกี่ยวกับ
ธุรกิจดังกล่าวของ บล. ฟินันซ่า (แต่ไม่รวมใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจ
ดังกล่าวของ บล. ฟินันซ่า) มาให้แก่บริษัท รวมถึงการซื้อ และ/หรือ Refinance หนี้เงินกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ของลูกค้าซื้อขายหลักทรัพย์ในบัญชีระบบเครดิต
บาลานซ์ระหว่าง บล. ฟินันซ่า และลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าดังกล่าวสามารถเปิดบัญชี
ลูกค้าใหม่กับบริษัท พร้อมโอนย้ายหลักทรัพย์ในบัญชีลูกค้าที่มีกับบล. ฟินันซ่า มา ยังบริษัทได้ และมีมติอนุมัติให้บริษัททำการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทอีกจำนวน 128,000,000 บาท โดยการออกหุ้นสามัญจำนวน 80,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.60 บาท ซึ่งบริษัทฯ ได้ดำเนินการจดทะเบียนลดทุนดังกล่าวกับนายทะเบียน บริษัทมหาชน การพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2552 |
16 มิถุนายน 2552 |
บริษัท ฟินันซ่า จำกัด (มหาชน) ได้เข้าทำการซื้อหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ ไซรัส จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวน 59,000,000 หุ้น (หรือคิดเป็นร้อยละ 24.69 ของหุ้นที่จำหน่าย แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ และร้อยละ 18.56 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้ว ทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเพิ่มทุน) จากกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่และเป็นผู้ถือหุ้น ของบริษัทฯ |
22 มิถุนายน 2552 |
บริษัทฯ ได้เปลี่ยน แปลงชื่อจดทะเบียนของบริษัท ฯ จากเดิม บริษัทหลักทรัพย์ ไซรัส จำกัด (มหาชน) เป็น บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Finansia Syrus Securities Public Company Limited |
8 กรกฎาคม 2552 |
บริษัทฯ ได้ควบรวมกิจการกับบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด เป็นวันแรก |
| 1 กันยายน 2552 |
บริษัทฯ ได้เปิดสาขาหาดใหญ่ 2 |
| 15 กันยายน 2552 |
บริษัทฯ ได้เสนอขายหุ้นสามัญใหม่เพิ่มทุนของบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)ให้แก่ธนาคารสินเอเซีย จำกัด (มหาชน) จำนวน 79, 000,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 3.23 บาท คิดเป็นเงิน 255,170,000 บาท และ บริษัทฯ ได้ซื้อหุ้นสามัญ ของบริษัทหลักทรัพย์สินเอเซีย จำกัด จากธนาคาร สินเอเซีย จำกัด (มหาชน) จำนวน 86,648,900 หุ้น ราคาหุ้นละ 4.58 บาท คิดเป็นเงิน 396,851,962 บาท และ จากผู้ถือ หุ้นรายย่อยของ บล. สินเอเซีย จำกัด จำนวน 700,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 4.58 บาท คิด เป็นเงิน 3,206,000 บาท ตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่
12 มิถุนายน 2552 |
| 26 ตุลาคม 2552 |
บริษัทฯ ได้เปิดสาขาเซ็นทรัลเวิล์ด |
| 1 ธันวาคม 2552 |
บริษัทฯ ได้เปลี่ยนแปลงสาขาเซ็นทรัลเวิล์ดเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ และ เปลี่ยนแปลงสำนักงานใหญ่เดิมเป็นสาขาอัลม่าลิงค์ |
| 31 ธันวาคม 2552 |
บริษัทฯ มีทุนจดทะเบียน 521,600,000 บาท ประกอบด้วย หุ้นสามัญจำนวน 326,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1.60 บาท ทุนที่ออกและชำระแล้วจำนวน 515,650,514 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญจำนวน 322,281,571 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.60 บาท |
พ.ศ. 2553 |
|
15 มีนาคม 2553 |
บริษัทฯ ได้เปิดสาขาลาดพร้าว |
18 มีนาคม 2553 |
บริษัทฯ ได้เปิดสาขาเซ็นต์หลุยส์ |
22 มีนาคม 2553 |
บริษัทฯ ได้เปิดสาขาประชาชื่น |
23 มิถุนายน 2553 |
ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 6/2553 มีมติให้โอนย้ายสาขาของ บริษัทหลักทรัพย์ สินเอเซีย จำกัด จำนวน 3 สาขา คือ สาขาอาคารไทยซัมมิท สาขารัตนาธิเบศร์ และสาขานครปฐม มาเป็นสาขาของบริษัทฯ พร้อมทั้งโอนพนักงาน บางส่วน มาเป็นพนักงานของบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2553 เป็นต้นไป |
28 กรกฎาคม 2553 |
บริษัทฯ ได้เปิด สาขาสุขุมวิท 21 |
|
|